Get Adobe Flash player

นานาสาระ ที่น่าสนใจ คลิ๊คเลย!

ส้วมเฉพาะกิจ ปลดทุกข์ ผู้ประสบภัยน้ำท่วม อาชีพเสริม เลี้ยงปลาทับทิมในกะชัง 4เดือน ได้700ก.ก.ต่อ1กะชัง สนใจมั๊ย.. ผู้ที่ชอบรับประทานปลาหมึก(ควรอ่านนะ) ประโยชน์ของน้ำมันมะพ้าว กำลังใจ ชาติที่แล้วเราไปผูกมัดใครไว้บ้างหรือเปล่า มีไปทำไม-ว.วัชรเมธี ยาที่ไม่ควรกินคู่กัน ธรรม ของหลวงปู่ทวด "ตา" อย่าลังเลที่จะดูแล SO GOOD ภาพถ่ายกับความหมายดีดีของชีวิต ระวัง! ดื่มน้ำเย็นมากๆเป็นอันตราย 3 คาถาของคนทำงานที่อยู่ในสังคม(อย่างเราๆ) คน1คน โฆษณาช๊อตเดียว 6ล้านดอลล่าร์ สุดยอด!!! หลวงพ่อโสธร พระพุทธชินสีห์ พระพุทธชินราช ชีวิตนกอินทรีย์-อ่านเถอะดีนะ สัณญาณแห่งการเปลี่ยนแปลงของโลก

ผู้สนับสนุน

ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา

ราคาน้ำมันวันนี้

นานาสาระ


ผู้คนทั่วไปส่วนใหญ่ ยกให้น้ำมันมะพร้าวและกะทิ เป็นจำเลยมาเสียนานว่า รับประทานแล้วทำให้อ้วน หรือทำให้มีคลอเรทเตอรอลสูง

เป็นโทษต่อร่างกาย แท้จริงแล้วเป็นความเข้าใจผิดกันมานาน


เมืองไทยอุดมสมบูรณ์ด้วยมะพร้าว คนไทยจึงบริโภคกะทิ  และน้ำมะพร้าวเป็นอาหารประจำวัน จนเมื่อ 20-30  ปีมาแล้ว เราถูกชักชวนให้เลิกบริโภคกะทิ  และน้ำมันมะพร้าว แล้วหันไปบริโภคน้ำมันพืชที่ผ่านกรรมวิธีแทน ผลก็คืออุบัติการณ์ของผู้ป่วยโรคมะเร็งมีมากขึ้นทุกปี 

สาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งก็คือ  การบริโภคน้ำมันไม่อิ่มตัว โดยผ่านกรรมวิธีทางเคมี  และความร้อนสูง น้ำมันไม่อิ่มตัวที่เราบริโภคกันอยู่เวลานี้ ได้แก่ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน น้ำมันมะกอก น้ำมันข้าวโพด เป็นต้น ข้อดีของน้ำมันเหล่านี้คือมีโคเลสตอรอลต่ำ ซึ่งเชื่อว่าช่วยลดความเสี่ยงต่อการป่วยด้วยโรคหัวใจ  และโรคความดันโลหิตสูง แต่ลืมนึกถึงข้อมูลอีกด้านหนึ่งว่า น้ำมันไม่อิ่มตัวเหล่านี้จะเกิดอนุมูลอิสระจำนวนมากเมื่อถูกควา มร้อนสูง โดยเฉพาะเมื่อใช้น้ำมันไม่อิ่มตัวในอุตสาหกรรมอาหาร ไม่ว่าจะเป็น ขนมปังกรอบ คุกกี้ โดนัท ขนมกรุบกรอบเคี้ยวเพลินทั้งหลายจะต้องผ่านกะบวนการเติมไฮโดรเจน (Hydrogenation) เสียก่อน เพื่อทำให้น้ำมันแข็งตัวเหมาะสำหรับการบริโภค

ส่วนน้ำมันไม่อิ่มตัวที่เราใช้ทอดอาหารในครัวเรือนหรือร้านอาหาร ถ้าผ่านอุณหภูมิสูงมาก ๆ หรือใช้ทอดซ้ำก็จะเกิดขบวนการเติมไฮโดรเจนเช่นกัน ก่อให้เกิดกรดไขมันที่แปรสภาพ (trans fatty acids)  หรือเรียกย่อ ๆ ว่า ทรานส์ แฟตส์ (trans fats) ซึ่งเป็นไขมันก่อมะเร็ง เวลานี้ในสหรัฐอเมริกา มีองค์กรผู้บริโภคของเอกชนรณรงค์ให้เลิกใช้น้ำมัน ทรานส์ แฟตส์ ในอุตสาหกรรมอาหารกันแล้ว

ตรงกันข้าม น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันอิ่มตัว จึงมีความคงตัวมากแม้ได้รับความร้อนสูงก็ไม่แปรสภาพไปเป็นทรานส ์ แฟตส์ ที่ก่อมะเร็ง และที่สำคัญ น้ำมันมะพร้าวที่ได้จากการบีบโดยไม่ผ่านความร้อน จะอุดมด้วยวิตามินอีชนิดหนึ่ง ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการต้านการเกิดอนุมูลอิสระ กล่าวคือ วิตามินอีที่ต่อต้านการเกิดโรคมะเร็งได้   ยิ่งไปกว่านั้น น้ำมันมะพร้าวยังอุดมด้วยกรดลอริก (Loric acid) สูงถึง 48-53 % เมื่อบริโภคเข้าสู่ร่างกายแล้วกรดลอริกจะเปลี่ยนเป็น โมโนลอริก (Mono Loric) ซึ่งป็นตัวสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดขาวโดยเฉพาะเม็ดโลหิตขาวที่มีชื่อว่า ที-เซลล์ (T-cell) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำลายเซลล์มะเร็ง มีการค้นพบกันมานานแล้วว่า มีกรดลอริกอยู่ใน “น้ำนมเหลือง” ของมารดาที่เพิ่งคลอดบุตร แต่ก็ยังมีน้อยกว่าที่พบในน้ำมันมะพร้าวเสียอีก ดังนั้นเด็กทารกที่มีปัญหาเรื่องการย่อย  และการดูดซึมอาหาร รวมทั้งผู้ป่วยที่ตับอ่อนไม่สามารถสร้างน้ำดีมาย่อยไขมันได้ เขาจึงให้บริโภคน้ำมันมะพร้าวที่อยู่ในรูปของนมผงเด็กอ่อน นี่แสดงให้เห็นว่าน้ำมันมะพร้าวย่อยง่าย เพราะไม่มีไขมันที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ มิฉะนั้นวงการแพทย์คงไม่นำน้ำมันมะพร้าวมาผลิตนมเลี้ยงทารก  และผู ้ป่วย ข้อมูลที่น่าสนใจคือ เจ้ากรดลอริกตัวนี้มีสารปฏิชีวนะที่ทำลายเชื้อโรคได้หลายชนิด ตั้งแต่เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ไปจนถึงไวรัสซึ่งมีเกราะไขมันหุ้มเซลล์อยู่ กรดลอริกมีกลไกที่เข้าไปทำลายเกราะไขมันหุ้มเซลล์ไวรัส ทำให้เชื้อไวรัสหลายชนิดตาย เช่นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก เป็นต้น อย่างไรก็ตามกรดลอริกในน้ำมันมะพร้าวจะไม่ทำลายจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำ ไส้ ดังนั้นการที่กระทิ และน้ำมันมะพร้าวเคยตกเป็นจำเลยที่ถูกพิพากษาตัดสินว่า เป็นสาเหตุของโรคหัวใจเพราะมีโคเลสตอรอลสูง จึงเป็นเรื่องไม่จริงแต่อย่างใด ข้อมูลเก่าที่ว่าน้ำมันอิ่มตัวมีโคเลสเตอรอลสูงนั้นอาจถูกต้องสำหรับน้ำมัน จากสัตว์ ที่มีสายโซ่โมเลกุลคาร์บอนยาว (Long Chain Triglyceride-LCT) แต่สำหรับน้ำมันอิ่มตัวจากพืชอย่างน้ำมันมะพร้าว ซึ่งมีสายโซ่โมเลกุลคาร์บอนขนาดปานกลาง (Medium Chain Triglyceride - MCT) ได้รับการวิจัยแล้วว่า มีโคเลสตอรอล (ชนิดไม่ดี) ต่ำมาก คือมีเพียง 14 ส่วนในล้านส่วน ซึ่งน้อยกว่าน้ำมันถั่วเหลืองที่เป็นน้ำมันไม่อิ่มตัว แต่มีโคเลสตอรอล  (ชนิดไม่ดี) 28 ส่วน ในล้านส่วน


ข้อมูลที่น่าสนใจคือ น้ำมันมะพร้าวเมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะถูกร่างกายใช้หมดไปไม่ได้เปลี่ยนเป็นโคเลสตอรอลในกระแสโลหิต จึงไม่ทำให้เกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือดเหมือน ทรานส์ แฟตส์ (Trans fat) ที่ได้จากน้ำมันไม่อิ่มตัว ซึ่งนิยมใช้ปรุงอาหารในครัวเรือนและในอุตสาหกรรมอาหาร สรุปได้ว่าน้ำมันมะพร้าว เป็นอาหารทีมีสรรพคุณทางยาที่ฝรั่งเรียกว่า อาหารนูตราซูติคอล (Nutraceutical Food) คือ ช่วยลด ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งหลายชนิด โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดอุดตันในสมอง ซึ่งเป็นโรคสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ในประเทศไทย   ข่าวดีสำหรับคนต้องการลดน้ำหนัก กรดไขมันสายปานกลาง(MCT) ที่มีอยู่สูงถึง 63% ในน้ำมันมะพร้าว เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะแตกตัว ถูกย่อยสลายและดูดซึมไปใช้ได้ง่ายและรวดเร็วกว่ากรดไขมันสายยาว (LCT) อย่างเช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน น้ำมันมะกอก เป็นต้น ทั้งนี้น้ำมันมะพร้าวไม่ต้องอาศัยน้ำดีจากตับมาช่วยย่อย แต่ไขมันสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานหมด ไม่เกิดการสะสมเป็นไขมันในหลอดเลือดและเนื้อเยื่อส่วนอื่น ๆ ในร่างกาย ที่สำคัญน้ำมันสายยาวทั่วไปให้ 9 แคลอรี่ต่อกรัม แต่น้ำมันมะพร้าวให้เพียง 6 แคลอรี่ต่อกรัม ซึ่งถูกใช้หมดไปโดยไม่มีการสะสมในร่างกาย น้ำมันมะพร้าวจึงช่วยผลิตพลังงาน ไม่ใช่ผลิตไขมัน จึงเป็นเหตุผลอธิบายว่า ทำไมกินน้ำมันมะพร้าวแล้วจึงไม่อ้วนขึ้น ซ้ำยังช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญในร่างกายให้อยู่ในระดับสูงขึ้นกว่าเดิม ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ส่วนเกินในปริมาณที่มากขึ้นด้วย ดังนั้นนอกจากไม่เพิ่มน้ำหนักแล้ว น้ำมันมะพร้าวยังช่วยลดน้ำหนักได้ด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการท่านหนึ่งกล่าวเปรียบเทียบน้ำมันสายปานกลาง(MCT) และน้ำมันสายยาว(LCT) ไว้ว่า “LCT จะมีลักษณะเหมือนท่อนซุงเปียกชื้นที่คุณใส่ลงไปในแคมป์ไฟเล็ก ๆ (เปรียบเหมือนร่างกายเรา) และในไม่ช้าแคมป์ไฟของคุณก็จะมีท่อนซุงมากกว่าไฟ ส่วน MCT เหมือนกับหนังสือพิมพ์ที่ขยำเป็นก้อน ซึ่งไม่เพียงเผาไหม้ให้ความร้อนอย่างดีจนหมดแล้ว ยังช่วยเผาท่อนซุงที่เปียกชื้นซึ่งมีอยู่เดิมได้ด้วย ” วิธีใช้น้ำมันมะพร้าวเพื่อป้องกันโรคและลดน้ำหนักได้ดีที่สุดก็ คือ ใช้น้ำมันมะพร้าวปรุงอาหารแทนน้ำมันที่ใช้อยู่ จากการวิจัยพบว่า เพียงคุณใช้น้ำมันมะพร้าวปรุงอาหารจะสามารถลดน้ำหนักได้ถึง 15 กิโลกรัมในเวลา 1 ปี โดยไม่ต้องเปลี่ยนประเภทและปริมาณอาหารที่บริโภคประจำวัน แม้น้ำมันมะพร้าวที่ผ่านความร้อนจะสูญเสียวิตามินอี แต่คุณค่าของกรดลอริกยังอยู่ครบถ้วน จึงขอแนะนำให้รับประทานน้ำมันมะพร้าวดิบในอัตราไม่เกิน 3 ช้อนโต๊ะต่อวัน โดยแบ่งเป็น 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะพร้อมอาหาร  เพียงเท่านี้ร่างกายที่สมส่วนสุขภาพดีก็จะเป็นของคุณในไม่ช้า  

ที่มาข้อมูล: www2.yuwie.com


กินกะทิสดแทนน้ำมันมะพร้าว ได้ เพราะประโยชน์เหมือนกันเมื่อเข้าร่างกาย

แต่การใช้กับผิว  น้ำมันจะใช้ได้สะดวกและซึมเข้าผิวดีกว่า


มนุษย์สร้างกรดไขมันได้เฉพาะผู้ที่เป็นแม่มีน้ำนมให้ลูกเท่านั้น คนปกติจะได้จากอาหารที่กินเข้าร่างกาย ในน้ำมันมะพร้าวจะมีกรด 7ชนิดที่เหมือนน้ำนมแม่ มีประโยชน์ต่อร่างกายทารก ก่อนกินอาหารอี่นๆสร้างภูมิต้านทาน ป้องกันเชื้อโรค     ฯลฯ    ซื่งในน้ำนมมี ประมาณ19 ชนิด(อ่านได้ที่กรดไขมันนม และกรดน้ำมันมะพร้าวในบล็อก)  ดังนั้นถ้าเรากินอาหารที่มีกรดเหมือนน้ำนมแม่เราก็จะแข็งแรง ไม่มีโรค หรือโรคดีขึ้น การใช้น้ำมันมะพร้าวมาปรุงอาหารจึงดีต่อร่างกาย เพราะไม่มีคอเลสเตอรอล มาจากต้นไม้เป็นพีช เหมีอนน้ำมันพืชอื่นๆที่มาจากต้นไม้เหมือนกัน( ใช่หรือไม่ )  อย่าเหมารวมว่าเป็นไขมันอื่มตัวแล้วอันตรายเหมือนน้ำมันที่มาจากสัตว์ ช่วยไตร่ตรองสักนิดที่จะโทษ กะทิและน้ำมันมะพร้าว   กะทิเป็นสิ่งที่หาง่าย มีทุกแห่งในประเทศของเรา นำมากินเพื่อสุขภาพได้แล้ว ก่อนที่จะเกิดโรคจากการใช้น้ำมันไม่ถูกตัอง อาหารบางอย่างใช้กะทิแทนน้ำมันได้เลย เช่น ผ้ดสายบัว อร่อยมาก หรือนำกะทิมาทำน้ำสลัด โดยใช้หัวกะทิสด+น้ำผึ้ง+น้ำมะนาว+เกลือ นิดๆ   อร่อยมากเช่นกัน( ไม่มีไข่หรือเนยที่มีคอเลสเตอรอล) และทำได้อีกมากมาย   รวมทั้งการอมรักษาสุขภาพในช่องปาก จะอมได้นาน และหอมกว่า

การเข้าใจผิดทำให้ไม่ได้รับสิ่งที่ถูกต้องเข้าร่างกาย น้ำมันมะพร้าวไม่เปลี่ยนเป็นไขมัน ชนิดทรานส์    เพราะไม่ถูกเติมไฮโตรเจน ทรานส์คือสารทำให้เกิดมะเร็ง เหมือนน้ำมันที่เป็นทรานส์เมื่อโดนความร้อนมาก และใช้ซ้ำ จนบางประเทศออกกฏหมายห้าม ประเทศเรานิ่งเฉย


กรดลอริก คือตัวพระเอก ของกะทิ และน้ำมันมะพร้าวเพราะมีมาก ถึง 48-53 % ในน้ำนมแม่มีประมาณ 12%  จึงมีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นพิเศษ เปลี่ยนเป็นพลังงานเร็วที่ตับ ร่างกายใช้เป็นพลังงานหมดและเร็ว ถูกขับออกหมดไม่สะสมในร่างกาย น้ำมันมะพร้าวเป็นพลังงานอย่างดีของมนุษย์  ที่ไม่ทำให้เกิดโรค แต่ทำให้โรคดีขึ้น และป้องกันไม่ให้เกิดโรค

ข้อมูลจาก: ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา

             ศ.ดร.นิธิยา   รัตนาปนนท์

             รศ.ดร. พงศธร  สังข์เผือก

             อ. สุวัฒน์      ทรัพยะประภา


มะพร้าว...พืช ชนิดหนึ่งที่เรารู้จักกันดี เราใช้ประโยชน์จากมะพร้าวได้หลายทาง เช่น น้ำและเนื้อมะพร้าวอ่อนใช้รับประทาน เนื้อในผลแก่นำไปคั้นกะทิได้ กากที่เหลือจากคั้นกะทิยังสามารถนำไปทำอาหารสัตว์ได้ ยอดอ่อนของมะพร้าวนำมาทำอาหารได้ ใยมะพร้าวนำไปยัดฟูกหรือนำไปใช้ในการเกษตร กากมะพร้าวบดนำไปหีบหรือต้มเป็นน้ำมันมะพร้าว นำไปใช้ในการปรุงอาหารหรือนำไปทำเครื่องสำอางก็ได้ และในปัจจุบันยังมีการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันมะพร้าวอีกด้วย

กะลา มะพร้าวนำไปประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ เช่น กระบวย โคมไฟ ฯลฯ ก้านใบหรือทางมะพร้าวใช้ทำไม้กวาด หรือนำไปสานเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจได้อีกมากมาย นอกจากนี้แล้วมะพร้าวยังจัดเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง ตามความเชื่อท่านบอกว่าให้ปลูกมะพร้าวไว้ทางทิศตะวันออกของบ้านเพื่อความ เป็นสิริมงคล

สำหรับประเทศไทยปลูกมะพร้าวกันทั่วประเทศ โดยปลูกมะพร้าวมากเป็นอันดับ 6 ของโลก มีผลผลิตปีละประมาณ 1,500,000 ตัน ซึ่งจังหวัดที่ปลูกมากที่สุด คือ ชลบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร นครปฐม และชุมพร แต่ผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมมีที่จังหวัดสมุทรสาครมากที่สุด เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ให้ผลผลิตแล้วเป็นส่วนใหญ่

มะพร้าว ถือเป็นพืชที่ปลอดสารพิษชนิดหนึ่ง เนื่องจากเกษตรกรมีการใช้สารเคมีในการปลูกมะพร้าวน้อยมาก น้ำมะพร้าวอ่อนมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ได้แก่ แคลเซียม โพแทสเซียม แมกนีเซียม วิตามินซี บี 2 บี 5 และบี 6 กรด โฟลิก กรดอะมิโน และฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง มีน้ำตาลกลูโคสที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้เป็นพลังงานได้ทันทีอีกด้วย

น้ำ มะพร้าวมีผลช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์หรือความจำเสื่อมในสตรีวัยทอง นอกจากนี้การดื่มน้ำมะพร้าวเป็นประจำยังสามารถช่วยสมานแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้นกว่าปกติ และไม่ทิ้งรอยแผลเป็น ในน้ำมะพร้าวมีเอสโตรเจนอยู่ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่นและชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย

น้ำ มะพร้าวยังสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตและแบ่งเซลล์ได้ดี แถมยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกายจึงช่วยให้ผิวพรรณผ่องใส เนื่องจากน้ำมะพร้าวมีปริมาณเกลือแร่ที่จำเป็นสูง รวมทั้งมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาความอ่อนเพลียเนื่องจากอาการท้องเสียหรือท้อง ร่วงได้ จึงจัดเป็น “สปอร์ต ดริ๊งค์” สามารถ ดื่มหลังการสูญเสียเหงื่อจากการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย นอกจากนี้ในประเทศไต้หวันและจีน ยังนิยมดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อลดอาการเมาหลังการดื่มแอลกอฮอล์อีกด้วย

นอก จากนั้น น้ำมะพร้าวอ่อน ตามตำราแพทย์แผนไทยใช้เป็นยา มีสรรพคุณช่วยลดอาการไข้สูง ปวดหัวตัวร้อน ให้บรรเทาลงได้เป็นอย่างดี รวมทั้งเป็นยาบำรุงกำลังคนไข้ให้มีเรี่ยวแรงดีขึ้น

แต่ ปัจจุบัน...ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับผลผลิต เนื่องจากพื้นที่ในการผลิตลดลงอย่างมาก เพราะเกษตรกรจำนวนมากหันไปปลูกพืชอย่างอื่นแทน เพราะการบริโภคมะพร้าวและการแปรรูปมะพร้าวยังไม่ค่อยกว้างขวางเท่าที่ควร อีกทั้งการใช้มะพร้าวเป็นพลังงานทางเลือกก็ยังไม่แพร่หลาย ทำให้ผลผลิตมะพร้าวตกค้างสต๊อกตาม “ล้ง” (คน กลางผู้รวบรวมมะพร้าว) ต่างๆ มีปริมาณสะสมมากจนเกิดปัญหาผลมะพร้าวเริ่มงอกเป็นต้น จำหน่ายไม่ได้ น้ำและเนื้อมะพร้าวที่แก่เกินต้องถูกทิ้งไปโดยเสียเปล่า ทำให้ปลูกแล้วไม่คุ้มกับต้นทุน

ดัง นั้นการแก้ปัญหาให้เกษตรกรที่หลายๆ หน่วยงานเห็นพ้องต้องกันว่าน่าจะได้ผลดีที่สุดคือ นอกจากจะต้องกระตุ้นการบริโภคมะพร้าวและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวแล้ว ยังจำเป็นต้องส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวที่มีคุณภาพและได้ มาตรฐานทั้งในระดับครัวเรือนและระดับอุตสาหกรรม

เป็น ที่น่ายินดีที่มีเอกชนรายหนึ่งในจังหวัดสมุทรสาคร นำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ใช้ความร้อนและความดันสูงมาใช้ในการบรรจุและการ เก็บรักษาเพื่อถนอมคุณค่าทางอาหารของน้ำมะพร้าวและน้ำสมุนไพรอื่นๆ อีกหลายชนิดให้เก็บไว้ได้นานถึง 6 เดือน โดยไม่ต้องใช้วัตถุกันเสียและได้มีการลงทุนเพื่อผลิตในเชิงอุตสาหกรรม ในรูปแบบถ้วยปิดสนิทที่สะดวกและราคาไม่แพง ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดการจ้างงานจำนวนมากในท้องถิ่นแล้ว ยังได้รับน้ำมะพร้าวใหม่ ๆ สด ๆ จากเกษตรกรชาวสวนใน อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร โดยตรงทุกวัน

ซึ่ง อ.บ้านแพ้วถือว่าเป็นที่หนึ่งในหลายๆ แหล่งที่ปลูกมะพร้าวอ่อนที่ดีที่สุดของไทย ซึ่งทางเอกชนดังกล่าวมีการวางจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงมีการวางเป็นเครื่องดื่มรับรองแบบไทยๆ ในห้องรับรองของสายการบินหลายสาย นับเป็นตัวอย่างที่ดีอันหนึ่งที่ผนวกความสามารถเชิงพาณิชย์ของภาคเอกชนมา ประสานประโยชน์ให้กับภาคเกษตรกรรมได้อย่างลงตัว...และคงจะดีไม่น้อยถ้าได้ รับการสนับสนุนอย่างจริงจังและกว้างขวางยิ่งขึ้นจากภาครัฐ

น้ำมะพร้าว...น่า จะเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสมกับคนไทยที่หันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น นอกจากจะอร่อยสดชื่น และดีต่อสุขภาพแล้ว ยังช่วยส่งเสริมค่านิยมการกินอยู่อย่างไทย เงินทองไม่รั่วไหลออกนอกประเทศ และที่สำคัญที่สุด เป็นการช่วยเพิ่มรายได้ของแรงงานไทยในท้องถิ่น และต่อลมหายใจให้กับเกษตรกรไทยชาวสวนมะพร้าวให้อยู่รอดอีกทางหนึ่งด้วย


ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์


1. น้ำมันมะพร้าวเป็นโทษกับร่างกายหรือไม่ ?


วงการแพทย์และนักโภชนาการสมัยใหม่ค้นพบแล้วว่า น้ำมันมะพร้าวไม่เป็นโทษกับร่างกายเลย อันที่จริงสิ่งที่ให้โทษกับร่างกายคือน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี หรือน้ำมันพืช ที่เราใช้ปรุงอาหารอยู่ในปัจจุบัน ดังที่เป็นข่าวในอเมริกาว่า ผู้ดำเนินกิจการอาหารฟาสท์ฟู้ด ถูกฟ้องฐานทำให้ผู้บริโภคเจ็บไข้ได้ป่วยเพราะ ใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีที่มีกรดไขมันทรานส์มาปรุงอาหาร


ในทางกลับกันน้ำมันมะพร้าวกลับช่วยป้องกันโรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็ง ไม่ทำให้อ้วนเพราะเผาผลาญได้เร็วจึงไม่สะสม และไม่ทำให้คอเลสเตอรอลสูงขึ้น และความที่เป็นกรดไขมันอิ่มตัวจึงช่วยควบคุมการเกิดออกซิเดชั่นของไขมันใน ร่างกาย ช่วยลดอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวพรรณดี ไม่เหี่ยวย่นแก่ก่อนวัย


น้ำมันมะพร้าวไม่เป็นโทษแม้แต่กับเด็กเล็ก เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวอุดมไปด้วยกรดลอริค ซึ่งเป็นกรดไขมันที่พบได้มากในน้ำนมแม่นั่นเอง วิธีรับประทานน้ำมันมะพร้าวที่ดีที่สุดคือใช้น้ำมันมะพร้าวแทนน้ำมันพืชชนิด อื่นๆในการปรุงอาหาร หรือจะรับประทานเป็นอาหารเสริมก็ได้ ผู้ใหญ่รับประทานวันละ 3-4 ช้อนชา เด็กวันละ 1-2 ช้อนชา โดยเฉลี่ยแบ่งรับประทานทีละน้อยจนครบจำนวนในแต่ละวัน หรือจะผสมในเครื่องดื่มร้อนๆเช่นโกโก้ร้อนหรือน้ำผลไม้อุ่นๆก็ได้ น้ำมะเขือเทศอุ่นผสมน้ำมันมะพร้าวมีรสชาติอร่อยมาก.


2. คุณภาพของน้ำมันมะพร้าวที่ดี ดูได้จากอะไรบ้าง ?


คุณภาพของน้ำมันมะพร้าว เบื้องต้นดูได้จากมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข โรงงานที่ผลิต และน้ำมันมะพร้าว ผ่านการตรวจสอบจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีความใสไม่มีสี ปราศจากสารปนเปื้อน มีกลิ่นหอม ได้รับการรับรองและเลขสารบบ อย. บนฉลากขวด

แต่ก็สามารถตรวจสอบคุณภาพได้ด้วยตนเองง่ายๆ ดังนี้


2.1. ความใส น้ำมันที่สะอาดจะมีความใส ลักษณะโปร่งแสง แต่อาจเปรียบเทียบคุณภาพความใสที่แตกต่างกันในแต่ละยี่ห้อได้ไม่ชัดเจน เนื่องจากไม่ได้อยู่ในขวดลักษณะเดียวกัน สีของพลาสติกหรือแก้ว อาจทำให้มีอิทธิพลกับสีได้บ้าง


2.2. กลิ่น ความหอมของน้ำมันมะพร้าว ต้องหอมอ่อนให้ความรู้สึกว่าเป็นน้ำมันสดใหม่ ไม่มีกลิ่นหืน หรือเปรี้ยว ถึงแม้ว่าจะเปิดใช้แล้วกลิ่นต้องไม่เปลี่ยนแปลง แต่ยังมีผู้ผลิตบางรายดัดแปลงกลิ่น โดยใช้น้ำหอมสังเคราะห์กลิ่นมะพร้าว หรือ กลิ่นมะพร้าวน้ำหอมเข้าไป วิธีนี้จะทำให้มีกลิ่นหอมมากในตอนเปิดขวดหรือเปิดใช้ หลังจากนั้นความหอมจะจางลง และเปลี่ยนเป็นเหม็นเปรี้ยว และทำให้อายุของน้ำมันมะพร้าวอยู่ได้ไม่นาน


2.3. ความเบา น้ำมันมะพร้าวคุณภาพดี จะมีความเบา มีความหนืดน้อยมาก เวลารับประทานจะผ่านลำคอได้ง่ายและเร็ว มีความรู้สึกเหมือนละลายในปาก ในขณะที่กลืนลงคอไม่มีกลิ่นรุนแรง ไม่เลี่ยน


2.4. ความซึมเข้าสู่ผิว น้ำมันมะพร้าวคุณภาพดี จะมีโมเลกุลเล็ก ทำให้ซึมเข้าสู่ผิวได้เร็ว ไม่ทิ้งคราบน้ำมันลอยอยู่บนผิว


3. ใช้น้ำมันมะพร้าวทำอาหารแล้วมีกลิ่น / เทคนิคการรับประทานน้ำมันมะพร้าว


กลิ่นของน้ำมันมะพร้าวมีเหตุผล 2 ลักษณะ คือ

1. ความเคยชินของการใช้น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีที่ใช้สารเคมีฟอกสี ฟอกกลิ่นออกจนหมดจึงไม่ได้กลิ่นเวลาทำอาหาร


2. น้ำมันพืชบริสุทธิ์ทุกชนิดจะมีกลิ่นเฉพาะตัว เนื่องจากไม่ได้ใช้สารเคมีใดเข้าไปดัดแปลง น้ำมันมะพร้าวก็เช่นกัน จะมีกลิ่นเฉพาะของน้ำมันมะพร้าว หากผู้บริโภคไม่เคยชิน อาจใส่ใบเตยหรือหอมซอยลงไปในน้ำมันก่อนทอด จะทำให้กลิ่นของน้ำมันมะพร้าวลดลงได้มาก


เทคนิคการับประทานน้ำมันมะพร้าวในรูปแบบต่าง ๆ


1. ใส่ผสมในน้ำผลไม้ (สูตรของ ดร.ณรงค์โฉมเฉลา ใส่ลงในน้ำส้มคั้นรับประทานทุกวัน)

2. ใส่ในแกงจืด อาหารแกงต่างๆ

3. ใช้เป็นน้ำสลัด

4. ราดบนน้ำแข็งใส ไอศกรีม (สูตรนี้เด็กชอบรับประทาน)

5. ใช้ทอดอาหาร อาหารจะไม่ชุ่มน้ำมัน และมีความกรอบได้นาน

6. ใส่ลงไปพร้อมการหุงข้าว จะทำให้ได้ข้าวนุ่ม หอม อร่อย (สูตรพิเศษใส่กระเทียมเล็ก 5-6 กลีบ และใบเตยโรยเกลือนิดหน่อยจะยิ่งทำให้อร่อยมากขึ้น)



4. เวลาน้ำมันมะพร้าวเป็นไข


น้ำมันและไขมันมีความแตกต่างกันอย่างไร น้ำมัน และไขมันมักจะถูกใช้แทนที่กันเสมอ น้ำมันมีสถานะเป็นของเหลว ส่วนไขมันมีสถานะเป็นของแข็ง น้ำมันทุกชนิด สามารถกลายเป็นไขได้ แต่ด้วยอุณหภูมิที่แตกต่างกัน น้ำมันมะพร้าวเป็นไข (แข็งตัว มีลักษณะเป็นครีมขาว) ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25๐c เนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นน้ำมันอิ่มตัวสูง จึงเปลี่ยนเป็นไขเร็วกว่าน้ำมันชนิดอื่น ทำให้น้ำมันมะพร้าวมีสภาพเป็นครีมขาว ณ ที่จุดวางขาย หากมีอุณหภูมิเย็น (และจะเปลี่ยนกลับเป็นน้ำมันใสดังเดิมที่อุณหภูมิสูงกว่า 25?c)


ไขของน้ำมันมะพร้าวไม่ใช่น้ำมันเสีย แต่กลับเป็นสัญลักษณ์ของน้ำมันชนิดดี ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เมื่อคุณซื้อมาจากชั้นวางขาย หรือวางไว้ในห้องแอร์ น้ำมันมะพร้าวอาจเป็นไขได้ คุณเพียงแต่ละลายไขนั้นด้วยการนำออกไปวางในห้องที่มีอุณหภูมิปกติ หรือวางไว้ในบริเวณที่ใกล้แสงแดด (ไม่ควรตากแดด เพราะหากลืมทิ้งไว้เป็นเวลานาน ความร้อนที่สะสมอาจมีผลกับภาชนะบรรจุ)


ถึงแม้น้ำมันมะพร้าวจะเป็นผลิตผลของพืชเมืองร้อน แต่กลับเป็นที่นิยมของคนที่อยู่ในเขตหนาว การเป็นไขของน้ำมันมะพร้าวจึงเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น ภาชนะที่ใช้ให้เหมาะสมจึงใช้เป็นกระปุกปากกว้าง เพื่อใช้ตักแทนการเทริน และขณะนี้การสั่งน้ำมันมะพร้าวออกไปขายยังประเทศเหล่านั้นไม่เพียงพอต่อความ ต้องการ


5. SHELF LIFE ของน้ำมันมะพร้าว


น้ำมันมะพร้าวที่ดีจะมี SHELF LIFE (อายุของผลิตภัณฑ์) นานมาก MCFAS (กรดไขมันสายปานกลาง) จะมีคุณสมบัติเป็นสาร ANTIOXIDANTS ทำให้ป้องกันการเสียได้นาน จากผลทดลองในห้อง LAB ของฟิลิปปินส์ น้ำมันมะพร้าวที่บรรจุในกระปุกและเปิดฝาทิ้งไว้ มี SHELF LIFE นานกว่า 5 ปี


แต่ถ้าน้ำมันมะพร้าวมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว หรือ หืนแล้ว ไม่ควรรับประทาน เพราะกลิ่นที่เปลี่ยนไปนี้เกิดจากมีความชื้นเข้าไปรวมตัวกับน้ำมันมะพร้าว เกิดเป็นสารอนุมูลอิสระ


เพราะฉะนั้นศัตรูที่สำคัญที่สุดของน้ำมันมะพร้าว คือความชื้น ขั้นตอนการ DRY OIL คือการกำจัดความชื้นออกจากน้ำมันมะพร้าว เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดขั้นตอนหนึ่ง ดังนั้นเมื่อต้องการน้ำมันมะพร้าวที่ดี การดมกลิ่นจึงสามารถใช้เป็นมาตรฐานการเลือกซื้อเบื้องต้นได้ และหลังจากเปิดใช้แล้วควรเก็บให้ห่างจากการเปียกน้ำ และความชื้น จะทำให้มีอายุการใช้งานได้นาน


6. ทำไมรับประทานน้ำมันมะพร้าวแล้วท้องระบาย และทำไมรับประทานน้ำมันแต่ละยี่ห้อท้องระบายไม่เท่ากัน


ในลำไส้ใหญ่ของเราจะอุดมไปด้วย PROBIOTIC แบคทีเรียชนิดดีอยู่เป็นจำนวนมาก ทำหน้าที่ควบคุมเชื้อยีสต์ และเชื้อรา (ซึ่งเป็นสาเหตุของลำไส้ใหญ่อักเสบ เชื้อราในช่องคลอด) เมื่อเรารับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ซึ่งมีมากใน ผัก ผลไม้ PROBIOTIC จะใช้เอนไซม์ช่วยย่อย สิ่งที่ได้หลังการย่อย จะได้เป็นกรดไขมันสายสั้น (SCFAs) และกรดไขมันสายปานกลาง (MCFAs) ในสภาวะที่อุดมไปด้วยกรดไขมันนี้เป็นสภาวะที่เอื้อให้ PROBIOTIC เพิ่มจำนวนขึ้นมากอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การย่อยในลำไส้ใหญ่มีประสิทธิภาพสูง จึงขับถ่ายเร็วขึ้น และขับของเสียออกมาอย่างสะดวกสบายท้อง


น้ำมันมะพร้าวอุดมไปด้วยกรดไขมันสายปานกลาง (MCFAs) จึงมีผลต่อ PROBIOTIC ทันทีที่น้ำมันเดินทางไปถึงลำไส้ใหญ่ ดังนั้นหลังจากรับประทานน้ำมันมะพร้าวไปได้ไม่นาน จะรู้สึกเป็นการกระตุ้นลำไส้ให้ขับถ่าย บวกกับคุณสมบัติความลื่นของไขมันจึงช่วยส่งเสริมให้การขับถ่าย ไหลลื่น สะดวดรวดเร็ว


การขับถ่ายที่สะดวกนี้ไม่เหมือนการขับถ่ายที่เกิดจากการรับประทานอาหารผิด สำแดง ไม่มีโทษใดๆ กับร่างกายไม่ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย เนื่องจากเสียเกลือแร่ ไม่มีผลอันตรายใดๆ เกิดขึ้นเหมือนเช่นรับประทานยาระบาย เพียงแต่ให้คอยสังเกตว่า ลำไส้ของเรามีความไวต่อเรื่องนี้มากน้อยอย่างไร ปรับจำนวนการรับประทาน และเวลาที่สะดวกในการขับถ่าย ก็จะเหมาะสมและสะดวกขึ้น


นอกจากคุณสมบัติของ MCFAs ที่ช่วยให้การขับถ่ายมีประสิทธิภาพดีแล้ว และหากคุณใช้น้ำมันมะพร้าวพร้อมกันหลายยี่ห้อและให้ผล จำนวนการรับประทานที่แตกต่างกัน เช่นบางยี่ห้อรับประทานเพียง 1 ช้อนโต๊ะ บางยี่ห้อต้องรับประทานถึง 2 ช้อนโต๊ะ จึงจะมีผลในการขับถ่ายเหมือนกัน ให้สันนิษฐานเบื้องต้นว่ามีความแตกต่างกันที่ความสะอาดในการผลิต ยี่ห้อที่รับประทานถึง 2 ช้อนโต๊ะน่าจะมีความสะอาดในการผลิตมากกว่า และควรกลับไปพิจารณาเปรียบเทียบในคุณสมบัติข้ออื่นๆ (จากหัวข้อวิธีดูคุณภาพน้ำมันมะพร้าว ดูได้อย่างไร) หรือสอบถามได้โดยตรงกับผู้ผลิต



7. ทำไมต้องเลือกชนิดน้ำมันสำหรับทอด หรือ ผัด


คุณสมบัติของน้ำมันนั้นขึ้นอยู่กับความอิ่มตัว และความยาวของโมเลกุล


น้ำมันที่มีความอิ่มตัวสูง จะมีคุณสมบัติคงสภาพและทนต่อความร้อนได้ดี เมื่อโดนความร้อน หรือความร้อนสูงที่ใช้ในการทอด โมเลกุลก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากไม่ยอมให้ ไฮโดรเจน หรือออกซิเจน เข้าไปจับตัวเพิ่ม (ขบวนการ OXIDATION ที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ)


น้ำมันที่ไม่อิ่มตัว เนื่องจากแขนของโมเลกุลยังมีช่องว่างอยู่ ไฮโดรเจน หรือ ออกซิเจน จึงเข้าไปจับตัวได้ง่าย เกิดการ OXIDATION เกิดเป็นอนุมูลอิสระ และทำให้น้ำมันเสียได้เร็ว

สาเหตุที่ทำให้น้ำมันเสียมีอยู่ 5 วิธี

1. แสงสว่าง

2. ความร้อน

3. ออกซิเจน

4. ไฮโดรจิเนต (การเติมไฮโดรเจนเข้าไป เพื่อเปลี่ยนจากไขมันไม่อิ่มตัวเป็นอิ่มตัว ไขมันชนิดนี้อันตรายต่อสุขภาพมาก เรียกว่า TRANS FAT)

5. โฮโมจิไนซ์ การทำให้ไขมันแตกตัว


ในขบวนการผลิตน้ำมันผ่านกรรมวิธี โมเลกุลของน้ำมันได้ถูกรบกวนและเกิดเป็นอนุมูลอิสระไปแล้วในระดับหนึ่ง และถ้านำมาใช้ซ้ำอีกขบวนการเกิด TRANS FAT จะเกิดขึ้นได้สูงมาก

ปัจจุบันคนไทยมีความรู้สึกที่ดีมากกับน้ำมันมะกอก (VIRGIN OLIVE OIL) ให้ค่านิยมว่าเป็นน้ำมันสุขภาพ และนำมาใช้ปรุงอาหารทุกชนิดในครัว

ถึงแม้ว่าน้ำมันมะกอกจะมีกรดโอเลอิกที่มีประโยชน์มากต่อร่างกาย แต่กลับมีปริมาณไขมันอิ่มตัวเพียง 14% ปริมาณไขมันไม่อิ่มตัว 1 ตำแหน่ง 77% และปริมาณไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง 9% ด้วยคุณสมบัตินี้ทำให้น้ำมันมะกอกไม่มีความคงทนต่อความร้อน จึงควรใช้ประกอบอาหาร เช่น น้ำสลัด หรือ การผัดอาหารที่ใช้น้ำมันไม่มาก และไม่ใช้ความร้อนสูง

ดังนั้นถ้าต้องการทอดอาหารหรือปรุงอาหารโดยใช้ความร้อนสูง อย่างสบายใจจึงควรใช้น้ำมันที่ผลิตโดยวิธีบีบเย็น (COLD PRESSED) และมีความอิ่มตัวสูงเท่านั้น เนื่องจากมีคุณสมบัติทนต่ออากาศ แสง และความร้อนได้ดี ส่วนน้ำมันพืช COLD PRESSED ชนิดอื่นๆ เมื่อเปิดใช้แล้วควรเก็บไว้ในตู้เย็น เพื่อป้องกันการเกิด OXIDATION จากอากาศและแสง

ที่มาข้อมูล: http://www.baanmaha.com/community/thread22292.html




 

สถิติจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้2429
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้4385
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้14090
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว26989
mod_vvisit_counterเดือนนี้55911
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว137811
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด4281773

We have: 47 guests online
IP ของท่าน: 35.171.183.163
 , 
Today: ก.ค. 17, 2019